บทความวิทยุรายการสาระความรู้ทางการเกษตร
ประจำวันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน 2548
 
เรื่อง "สาระความรู้ทางด้านสัตวศาสตร์ ในโอกาสครบรอบ 30 ปี คณะทรัพยากรธรรมชาติ"
ตอน "ของเสียที่เกิดจากการเลี้ยงสุกร"
 

สมเกียรติ ทองรักษ์ นักวิชาการเกษตร ผู้เขียน
ดวงจันทร์ เกรียงสุวรรณ ผู้ดำเนินรายการ
 

เริ่มรายการ  เพลงบรรเลง (เปิดเพลง รั้วศรีบลู จากนั้นลดเสียงเพลงลงให้คลอเบาๆ)
 
ผู้ดำเนินรายการ
       สวัสดีค่ะคุณผู้ฟัง ดิฉันดวงจันทร์ เกรียงสุวรรณ หัวหน้างานฝึกอบรม คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กลับมาพบกับคุณผู้ฟังอีกครั้งนะคะในรายการ “สาระความรู้ทางการเกษตร” สำหรับวันนี้ดิฉันขอเสนอเรื่อง “สาระความรู้ทางด้านสัตวศาสตร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี คณะทรัพยากรธรรมชาติ” ตอน "ของเสียที่เกิดจากการเลี้ยงสุกร" ซึ่งเป็นบทความที่เขียนโดยคุณสมเกียรติ ทองรักษ์ นักวิชาการเกษตร จากภาควิชาสัตวศาสตร์ ต้องขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ

       สุกรเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งที่นิยมเลี้ยงเพื่อนำมาบริโภค จากรายงานสถิติความต้องการบริโภคเนื้อสุกรชำแหละเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นเหตุให้มีการเลี้ยงสุกรเพิ่มมากขึ้น และแน่นอนว่าของเสียที่เกิดจากการเลี้ยงสุกรก็ต้องมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเจ้าของฟาร์มมักจะมองข้ามเรื่องการจัดการของเสีย เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูง ด้วยเหตุนี้ของเสียต่างๆจึงถูกปล่อยออกมาสู่สิ่งแวดล้อม และก่อให้เกิดมลภาวะ ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของของเสียที่เกิดจากการเลี้ยงสุกรก็คือ กลิ่นที่เกิดจากตัวสุกรที่มีจำนวนมาก และน้ำเสียที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆในการเลี้ยงสุกร เมื่อมีมากๆ จะทำให้เกิดผลเสียต่อตัวสุกรเองและเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ของเสียเกิดขึ้นได้อย่างไร ของเสียจากฟาร์มสุกร มี 2 ประเภทหลัก คือ
     1. ส่วนที่เป็นมูลสุกรและเศษอาหารที่ตกค้างในคอก
     2. ส่วนที่เกิดจากการล้างคอกด้วยน้ำ และปัสสาวะสุกรซึ่งจะกลายเป็นน้ำเสีย
ของเสียจากมูลสุกรและเศษอาหารที่ตกค้างในคอก ในแต่ละวันสุกรที่มีน้ำหนักประมาณ 64 กก. จะขับถ่ายของเสียออกมาประมาณ 6.76 กก. ดังนั้นหากไม่มีการจัดการที่ดี จะก่อให้เกิดก๊าซที่มีกลิ่นเหม็น ก๊าซที่เกิดขึ้น ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน แอมโมเนีย และก๊าซที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เกิดขึ้นกับสัตว์ทุกชนิด ในสุกรที่มีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม สามารถผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 450 กิโลกรัม/ปี ของเสียมีก๊าซที่ระเหยได้มากกว่า 60 ชนิด และมีอยู่ 12 ชนิดที่ทำให้เกิดกลิ่น ได้แก่ คาร์โบไซลิค แอซิค (carboxylic acid) ฟีโบลิค (phebolic) อลิฟาติค(aliphatic) และส่วนประกอบที่มีไนโตรเจน ที่เป็นกลุ่มของก๊าซแอมโมเนีย หรือ
ซัลเฟอร์เป็นองค์ประกอบ ได้แก่ ไฮโดรเจน ซัลไฟด์ (hydrogen sulphide) ไดเมทธิล ซัลไฟด์ (dimethyl sulphide) เอทธิล เมอร์แคบแทน (ethyl mercaptan) และเมทธิล เมอร์แคบแทน (methyl mercaptan) อัตราการผลิตขึ้นกับอุณหภูมิและความเข้มข้น ส่วนที่มีซัลเฟอร์เป็นองค์ประกอบ เช่น ไฮโดรเจน ซัลไฟด์ (hydrogen sulphide) ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นได้มากที่สุด ทั้งมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกขับออกมาจากกระเพาะอาหารโดยการหายใจ และการเรอ ออกมาของสุกร

น้ำเสีย น้ำเสียจากฟาร์มสุกรส่วนใหญ่เกิดจากการล้างทำความสะอาดคอกและโรงเรือน รวมทั้งปัสสาวะสุกรและของเสียอื่นๆ ในการเลี้ยงสุกรยังทำให้เกิดของเสียอื่นๆอีกหลายชนิดซึ่งต้องมีการกำจัดที่ถูกต้อง เช่น ขยะมูลฝอย ขวดยา ขวดน้ำเสีย เข็มฉีดยา รก และซากสุกรที่ตาย เป็นต้น

ผลกระทบจากกลิ่นก๊าซที่เป็นของเสีย กลิ่นก๊าซที่เกิดขึ้นจะมีผลต่อมนุษย์และสัตว์เลี้ยงดังนี้คือ
ผลของก๊าซที่มีต่อมนุษย์
     - เมื่อได้รับคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีความเข้มข้น 1-2 เปอร์เซ็นต์ มีผลเพียงเล็กน้อยต่อมนุษย์
ได้รับที่ระดับความเข็มข้น 3-5 เปอร์เซ็นต์ จะมีอาการปวดศรีษะและคลื่นไส้
     - ถ้าได้รับที่ระดับความเข้มข้นสูงถึง 10 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้หมดสติ
ผลของก๊าซที่มีต่อสุกร
     - ปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีอยู่ในคอกสุกรโดยปกติจะมีความเข้มข้น 0.5-1 %
     - ถ้าปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์สูงกว่า 0.3 % ควรมีการระบายอากาศ แม้ว่าสุกรจะสามารถทนต่อคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับสูงกว่านี้ก็ตาม
     - ปริมาณของแอมโมเนียที่ระดับ 2-10 ppm ยังเป็นระดับที่ปลอดภัย
     - แต่ถ้ามีปริมาณของแอมโมเนียเพิ่มขึ้นในระดับ 100-500 ppm จะทำให้เกิดการระคายเคืองที่บริเวณผิว ตา และจะทำให้สุกรเกิดความอยากกินอาหารลดลง
     - ถ้ามีปริมาณของแอมโมเนียในปริมาณ 2,000-3,000 ppm ทำให้เกิดอาการไอ, น้ำลายฟูมปาก, และอาจตายได้
     - ถ้าได้รับปริมาณของแอมโมเนียในปริมาณ 10,000 ppm จะทำให้สุกรตายแบบเฉียบพลัน
     - สำหรับไฮโดรเจนซัลไฟด์สามารถได้กลิ่นเมื่อมีความเข้มข้น 0.01-0.7 ppm และมีกลิ่นที่เหม็นมากที่ระดับ 3-5 ppm ซึ่งเป็นระดับที่สุกรสามารถทนได้เป็นเวลานานๆ
     - ถ้าได้รับไฮโดรเจนซัลไฟด์ในปริมาณ 20 ppm อาจทำให้สุกรเกิดการเบื่ออาหารและกลัวแสงได้
     - ได้รับไฮโดรเจนซัลไฟด์ในระดับ 50-100 ppm เป็นเวลา 1 ชั่วโมงอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อตา ระบบหายใจ อาเจียนและอุจจาระร่วง
     - เมื่อสัมผัสไฮโดรเจนซัลไฟด์ในปริมาณ 150 ppm เป็นเวลา 8-48 ชั่วโมงสามารถทำให้สุกรตายได้
     - เมื่อได้รับไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่ระดับ 700-2,000 ppm อาจทำให้ตายแบบเฉียบพลันได้

แนวทางในการกำจัดของเสีย เนื่องจากปัญหา การระบายน้ำเสียจากฟาร์มสุกรลงสู่แม่น้ำ และปัญหามลภาวะกลิ่นมูลสุกรจากฟาร์มสุกร ไปรบกวนชาวบ้านใกล้เคียงให้รำคาญ ดังนั้น ผู้เลี้ยงสุกรควรจะต้องคำนึงถึงการป้องกัน กำจัดกลิ่น และการเก็บของเสียจากฟาร์มสุกร ซึ่งมีข้อเสนอแนะในการจัดการ ดังนี้
ประการแรก เรื่องของขยะมูลฝอย ต้องทำการเก็บรวบรวมขยะมูลฝอยไว้ในภาชนะที่มิดชิดและนำไปกำจัดทิ้งในบริเวณที่ทิ้งของเทศบาล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น หรือรวบรวมกำจัดในที่กำจัดขยะ ซึ่งจัดไว้เป็นสัดส่วนแยกออกจากบริเวณที่เลี้ยงสุกร
ประการที่ 2 ซากสุกร กำจัดได้ 2 วิธี คือ กำจัดโดยการฝัง และเผา โดยทางฟาร์มสุกรจะต้องมีบริเวณเฉพาะสำหรับทำลายซากสุกรที่ตาย พื้นที่ทำลายซากต้องห่างจากบริเวณโรงเรือนอื่น และไม่ใช่ทางผ่านประจำของเจ้าหน้าที่ในฟาร์ม วิธีการทำลายซากสุกรวิธีแรกคือ การทำลายโดยการฝัง วิธีนี้ต้องมีเนื้อที่เพียงพอ และอยู่ในบริเวณน้ำท่วมไม่ถึง ให้ฝังซากใต้ระดับผิวดินไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่เหมาะสม ทำการราดหรือโรยบนส่วนต่างๆ ของซากสุกรจนทั่ว กลบหลุมเหนือระดับผิวดินและราดหรือโรยด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคซ้ำ ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือการทำลายโดยการเผา มีสถานที่เผาหรือเตาเผา อยู่ในบริเวณพื้นที่ที่เหมาะสม ใช้ไฟเผาซากจนหมด
ประการที่ 3 มูลสุกร ต้องมีการกวาด เก็บ และกำจัดมูลสุกรที่เหมาะสมตามมาตรฐานที่กำหนดของทางราชการ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลง และก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นเป็นที่รำคาญของผู้อยู่อาศัยข้างเคียง รวบรวมมูลสุกรในที่เฉพาะ เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการและการขนถ่ายไปทำประโยชน์ต่อไป เช่น ใช้เป็นอาหารปลา ตากแห้งหรือหมักทำเป็นปุ๋ย หรือนำไปผลิตก๊าซชีวภาพ
ประการที่ 4 น้ำเสีย น้ำเสียที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ ของการเลี้ยงสุกร ต้องมีการกำจัดที่จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมได้ โดยมีระบบการระบายน้ำเสียที่ระบายได้คล่อง ไม่เกิดการอุดตัน ระบายลงกักเก็บในบ่อพัก เพื่อทำการบำบัดต่อไป จำนวนและขนาดของบ่อต้องเพียงพอที่จะกักเก็บน้ำเสียจากฟาร์มได้ การสร้างบ่อเกรอะ ในฟาร์มสุกรของเกษตรกรรายย่อยที่ไม่สามารถสร้างบ่อไบโอแก๊สหรือบ่อบำบัดน้ำเสีย ควรสร้างบ่อเกรอะไว้เก็บมูลสุกร ขนาดของบ่อเกรอะขึ้นอยู่กับจำนวนสุกรที่เลี้ยง ลักษณะของบ่อเกรอะก็เหมือนกับส้วมซึมที่ใช้ตามบ้านคน ประกอบด้วย 2 บ่อ บ่อแรกจะเป็นบ่อตกตะกอน ของแข็งจะตกตะกอนลงที่บ่อแรก ส่วนที่เป็นของเหลวจะไหลต่ออกไปยังบ่อที่สองและของเหลวจากบ่อที่สองจะซึมลงไปในดินหรือต่อท่อระบายสู่ข้างนอกต่อไป ของเหลวที่ระบายออกไปก็จะได้รับการบำบัดบ้างแล้ว การใช้สารจุลินทรีย์ เช่น สารอี.เอ็ม (Effective Microorganisms) ราดพ่นตามโรงเรือน ตามกองมูลสุกร หรือราดตามบ่อน้ำเสียที่รองรับมูลสุกร จะช่วยในการลดกลิ่นในฟาร์มสุกรลงได้ การบำบัดกลิ่นมูลสุกร ผสม EM ในน้ำดื่มให้สุกร ฉีดพ่นล้างคอกด้วยน้ำผสม EM เสมอ ๆ น้ำล้างคอกควรมีบ่อสำหรับบำบัดน้ำ 3 บ่อสร้างเป็นบ่อคอนกรีต หรือบ่อดินตามธรรมชาติก็ได้
มาตรฐานน้ำทิ้งจากฟาร์มสุกร เนื่องจากน้ำทิ้งจากฟาร์มสุกร เป็นน้ำเสียที่เกิดผลกระทบต่อสิ่ง
แวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ได้กำหนดให้การเลี้ยงสุกรเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ หรือออกสู่สิ่งแวดล้อม และกำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากแหล่งกำเนิดมลพิษประเภทการเลี้ยงสุกร ซึ่งทั้งสองฉบับมีสาระสรุปได้ดังนี้คือ
     - ฟาร์มที่มีการเลี้ยงสุกรขนาดกลาง ที่มีสุกรตั้งแต่ 500 - 5,000 ตัว และฟาร์มขนาดใหญ่ที่มีสุกรมากกว่า 5,000 ตัวขึ้นไป ให้เป็นฟาร์มที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ ซึ่งถ้ามีการปล่อย
น้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ หรือออกสู่สิ่งแวดล้อม จะต้องมีมาตรฐานของน้ำทิ้งเป็นไปตามประกาศของกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ตามที่กรมควบคุมมลพิษประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา
สรุป การเลี้ยงสุกรนอกจากจะทำให้เกิดน้ำเสียที่มีความสกปรกสูง ยังทำให้เกิดปัญหากลิ่นเหม็น และแมลงวันรบกวน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ชุมชนใกล้เคียงได้ ดังนั้น ฟาร์มสุกรเหล่านี้จำเป็นต้องมีการจัดการของเสียและน้ำเสียจากฟาร์มสุกรอย่างเหมาะสม รวมทั้งขณะนี้กรมควบคุมมลพิษได้มีการออกประกาศค่ามาตรฐานน้ำทิ้ง เพื่อ
ควบคุมให้ฟาร์มสุกรต้องมีการบำบัดน้ำเสียให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดก่อนจะระบายทิ้งลงสู่แหล่งน้ำหรือออกสู่สิ่งแวดล้อม แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือของเกษตรกร และผู้ประกอบการเป็นสำคัญ เพื่อเป็นการช่วยกันรักษาทรัพยากรน้ำและ
สิ่งแวดล้อมที่ดีไว้ตลอดไป รวมทั้งเพื่อให้ฟาร์มสุกรสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืนต่อไป

       วันนี้เวลาของรายการสาระความรู้ทางการเกษตรหมดลงอีกแล้วนะคะ คุณผู้ฟังจะติดตามรับฟังรายการ “สาระความรู้ทางการเกษตร” ได้ใหม่ ณ สถานีวิทยุ มอ. เอฟเอ็ม แปดสิบแปด เม็กกะเฮิร์กซ์ ทุกวันจันทร์ เวลาประมาณสิบห้านาฬิกายี่สิบนาที หากคุณผู้ฟังต้องการได้รายละเอียดเกี่ยวกับรายการสาระความรู้ทางการเกษตรเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ หรือมีปัญหาทางการเกษตรต้องการคำปรึกษา แนะนำ หรือต้องการให้คำแนะนำ ติชม แก่ทางรายการฯ ก็ตามนะคะ ขอเชิญติดต่อเข้ามาได้ค่ะ ทั้งทางจดหมายและโทรศัพท์ ทางจดหมายจ่าหน้าซองถึง คุณดวงจันทร์ เกรียงสุวรรณ หัวหน้างานฝึกอบรม คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รหัสไปรษณีย์ 90112 ส่วนทางโทรศัพท์กรุณาติดต่อมาที่หมายเลข 074 – 219-234 และหมายเลข 074 286-059-60 ได้ทุกวัน ในเวลาราชการนะคะ สำหรับวันนี้ดิฉันขอลาคุณผู้ฟังไปก่อน สวัสดีค่ะ
งานศูนย์บริการวิชาการและฝึกอบรม
ผ่ายวิจัยและบริการวิชาการ  คณะทรัพยากรธรรมชาติ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตหาดใหญ่
โทร.  (074) 211030-49  ต่อ 2370  ต่อ 14,212849 ต่อ 14   แฟกซ์ (074) 558803

สถานีวิทยุมอ.FM 88 MHz
ออกอากาศทุกวันจันทร์ เวลา : 15.45-15.55  น.
โทร.  (074) 211030-49 ต่อ 2999