บทความวิทยุรายการสาระความรู้ทางการเกษตร
ประจำวันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม 2547
 
เรื่อง พืชผักผลไม้ไทยมีคุณค่าเป็นทั้งอาหารและยา
ตอน "อบเชย"”
 

ดวงจันทร์ เกรียงสุวรรณ นักวิชาการเกษตร 6 คณะทรัพยากรธรรมชาติ
ผู้เขียน ผู้ดำเนินรายการ
 

เริ่มรายการ  เพลงบรรเลง (เปิดเพลง รั้วศรีบลู จากนั้นลดเสียงเพลงลงให้คลอเบาๆ)
 
ผู้ดำเนินรายการ
      สวัสดีค่ะ คุณผู้ฟังคะ ดิฉันดวงจันทร์ เกรียงสุวรรณ หัวหน้างานฝึกอบรม คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กลับมาพบกับคุณผู้ฟังอีกครั้งนะคะในรายการ “สาระความรู้ทางการเกษตร” สำหรับวันนี้ดิฉันขอเสนอเรื่อง “พืชผักผลไม้ไทยมีคุณค่าเป็นทั้งอาหารและยา” ตอน "อบเชย"

"อบเชย" มีชื่อพื้นบ้านเรียกแตกต่างกันออกไปตามแต่ละท้องถิ่น เช่น จังหวัดตรังเรียกอบเชยว่า ขนุนมะแวง เชียกใหญ่ ที่ระนองเรียกว่า จวงดง บริแวง ที่นครศรีธรรมราชเรียกว่า ฝนแสนห่า ที่ชลบุรีเรียกว่าสมุลแว้ง พะแว โมงหอม ระแวง ที่ตราดเรียกอบเชยว่า มหาปราบ ที่จันทบุรีเรียก มหาปราบตัวผู้ ที่ปัตตานีเรียก แลงแวง ส่วนที่กรุงเทพฯและอุตรดิตถ์จะเรียกว่า อบเชย มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า ซินนามอม Cinnamom

"อบเชย" มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ซินนาโมมัม บริโจลโกต้า (Cinnamomum bdjolghota Sweet) จัดอยู่ในวงศ์ ลอราซีอี้ (LAURACEAE)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ อบเชยจัดเป็นพันธุ์ไม้ประจำจังหวัดระนอง ลักษณะโดยทั่วไปจัดเป็นไม้ยืนต้น มีความสูงประมาณ 15 – 20 เมตร ไม่ผลัดใบ เรือนยอดมีลักษณะเป็นพุ่มกลมรูปเจดีย์ต่ำ พุ่มทรงทึบ เปลือกต้นมีลักษณะเรียบสีเทาแก่ หรือสีเทาปนน้ำตาล ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยว รูปขอบขนาน เนื้อใบหนา แข็งและกรอบ มีเส้นแขนงจากโคนใบ 3 เส้น ดอกมีขนาดเล็กมีสีเหลืองอ่อนหรือเขียวอ่อน จะออกดอกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ในช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม ผลมีขนาดเล็ก รูปไข่กลับ ใน 1 ผลมีเมล็ดเดียว
โดยปกติอบเชยเป็นพืชในป่าดิบทั่วไป แต่ถ้าต้องการนำมาปลูก ก็สามารถขึ้นในดินทั่วไป แต่อบเชยชอบดินร่วน ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง ขยายพันธุ์ได้ด้วยการ เพาะเมล็ด

"อบเชย" มีคุณค่าทางโภชนาการ เพราะในอบเชยประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วยสารหลายชนิด เช่น น้ำมันอบเชยเทศ (cinnamon bark oil) 1% ซินนามิคอัลดีไฮด์ (cinnamic aldehide) ยูจีนอล (Eugenal) และเบนซาลดีไฮด์ (benzaldehide)

สรรพคุณของอบเชยและวิธีใช้ ส่วนที่ใช้ประโยชน์ของอบเชยคือ เปลือกและต้น
- เปลือกต้น มีรสหวานหอม จึงนิยมใช้ปรุงเป็นเครื่องเทศและยาหอม โดยนำเปลือกแห้งมาบดเป็นผงละเอียด ใช้ปรุงเป็น ยาหอม ยานัตถุ์ ช่วยทำให้สดชื่น แก้อ่อนเพลีย แก้อาการแน่นท้องจุกเสียด ต้านมะเร็งได้ดีเพราะมีสารกลีเซอรีนเข้มข้น เป็น สารต้านแบคทีเรีย รักษาแผลในกระเพาะอาหาร แก้อาการท้องร่วง ขับปัสสาวะ สามารถช่วยเร่งปฏิกริยาย่อยสลายไขมัน
- รากและใบ ใช้ต้มดื่มแก้ไข้จากการอักเสบหลังคลอด
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าอบเชยต้านมะเร็งได้ดี เพราะมีสารกลีเซอรีนเข้มข้น เป็นสารต้านแบคทีเรีย ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร แก้อาการท้องร่วง ขับปัสสาวะ และสามารถช่วยเร่งปฏิกิริยาย่อยสลายไขมัน นักวิจัยญี่ปุ่นยังพบว่าอบเชยสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ โดยมีคำแนะนำวิธีใช้ก็คือ ซื้อผงอบเชยที่มีขายตามซูเปอร์มาเกต หรือจะซื้อที่เป็นแท่งมาบดเองก็ได้ ใช้ผงอบเชยหนัก 1 กรัม ชงกับน้ำร้อน 1 ถ้วยกาแฟ ดื่มเช้า เย็น ก่อนอาหาร
สรรพคุณของอบเชยอีกอย่างหนึ่งคือ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งน่าจะเป็นข่าวดีของผู้ป่วยเบาหวานค่ะ ข้อมูลจากเว็บไซต์ด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ Newscientist.com ได้รายงานข่าวน่าสนใจชิ้นหนึ่ง ว่าด้วยผลดีจากการกินอบเชย ว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งในข่าวเผยว่าการโรยผงอบเชยเพียงวันละ 1/4 ถึงครึ่งช้อนชาในอาหาร หรือจุ่มก้านอบเชยลงในชาหรือกาแฟ เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมชวนดื่มนั้น จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ไม่ว่าคนคนนั้นจะมีปัญหาเป็นเบาหวานอยู่หรือไม่ก็ตาม
ปกติเมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลและแป้งในอาหารแล้วจะแตกตัวกลายเป็นกลูโคส เข้าไปหมุนเวียนในระบบเลือด ซึ่งฮอร์โมนอินซูลินจะไปทำให้เซลล์ของร่างกายดูดซึมกลูโคสไปใช้เป็นพลังงาน หรือเปลี่ยนให้กลายเป็นไขมัน ในคนที่เป็นเบาหวานก็จะไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ หรือผลิตได้แต่ร่างกายไม่สามารถตอบสนองต่ออินซูลินได้ รวมทั้งในคนที่ไม่ได้เป็นเบาหวานแต่มีน้ำหนักตัวมาก ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ก็มักจะมีกลูโคสในเลือดมาก ซึ่งถ้ามีมากติดต่อกันนานๆ ก็อาจมีผลต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ตา ไต ประสาท ฯลฯ
ในอบเชยพบว่า มีสารประกอบโพลีฟีนอลชนิดละลายน้ำได้ เรียกว่า MHCP สารนี้เมื่อทดสอบในหลอดทดลองพบว่าทำหน้าที่เลียนแบบฮอร์โมนอินซูลิน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกับอินซูลินในเซลล์มากขึ้นอีกด้วย และมีรายงานผลการศึกษากับอาสาสมัครชาวปากีสถานที่ป่วยเป็นเบาหวาน โดยให้กินผงอบเชยบรรจุแคปซูล ขนาด 1, 3 และ 6 กรัมต่อวัน หลังอาหาร ผลที่ปรากฏในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา พบว่าคนกลุ่มนี้มีระดับน้ำตาลในเลือดเฉลี่ยต่ำกว่าคนในกลุ่มควบคุมซึ่งไม่ได้กินอบเชย ประมาณ 20% บางคนถึงกับมีระดับน้ำตาลลดลงมาเป็นปกติ ซึ่งหากหยุดกินอบเชย ก็พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดจะกลับสูงขึ้นมาเหมือนเดิม
นอกจากนี้อบเชยยังช่วยเสริมการทำงานของอินซูลิน ในเรื่องการควบคุมระดับไขมันในเลือดและคอเลสเตอรอลชนิดเลว (หรือที่เรียกว่า LDL) ให้มีระดับต่ำลง และผลที่ได้จากหลอดทดลองยังพบว่ามันช่วยทำลายอนุมูลอิสระ ที่มักจะเพิ่มจำนวนขึ้นในคนที่เป็นเบาหวานให้ลดลงด้วย
อย่างไรก็ตามการใช้อบเชยมีข้อควรระวัง ก็คือ งดใช้ในเด็กเล็ก อายุต่ำกว่า 2 ขวบ ผู้ที่มีปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขัด เป็นโรคริดสีดวง อุจจาระแห้งแข็ง และหญิงมีครรภ์ ไม่ควรกินอบเชย และห้ามกินน้ำมันอบเชย เพราะจะเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน และเป็นอันตรายต่อไตได้ น้ำมันอบเชยนั้น เขาไว้ใช้แต่งกลิ่นสบู่ ใช้เป็นส่วนผสมในยาทาถูนวดเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยค่ะ อย่างไรก็ตาม ขอย้ำกันอีกครั้งนะคะว่า อบเชยอาจเป็นทางเลือกเสริม แต่ไม่ใช่ยารักษานะคะ การใช้จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ค่ะ
การใช้ประโยชน์ทางด้านเนื้อไม้ เนื้อไม้ของอบเชยมีกลิ่นหอมคล้ายการบูร เนื้อหยาบแข็งค่อนข้างเหนียวใช้ในการแกะสลัก ทำหีบใส่ของที่ป้องกันแมลง เครื่องเรือน ไม้บุผนังที่สวยงาม
การใช้ประโยชน์ทางด้านนิเวศน์ ให้ร่มเงา ให้ความร่มรื่น ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน ฯลฯ
การใช้ประโยชน์ทางด้านภูมิสถาปัตย์ เรือนยอดของอบเชยเป็นพุ่มกลมแน่นทึบมีทรงสวยงามและให้ร่มเงาได้ดียอดอ่อนของอบเชยเมื่อแตกใบใหม่จะมีสีแดงม่วงดูสวยงาม ในประเทศมาเลเซียนิยมปลูกประดับข้างทาง
การใช้ประโยชน์ทางด้านโภชนาการ เปลือกอบเชยแห้งใช้ทำเครื่องเทศประกอบอาหาร เช่น เครื่องพะโล้
การใช้ประโยชน์ทางด้านสมุนไพร
รากและใบ ต้มให้หญิงที่คลอดใหม่ ดื่มและรักษาไข้
เปลือก มีรถหวานหอม ใช้เข้ายานัตถุ์ แก้ปวดศีรษะ เข้ายาบำรุงกำลัง แก้จุกเสียดแน่นท้อง น้ำมันที่กลั่นได้จากเปลือกใช้เป็นยาฆ่าเชื้อโรคและกันบูดได้

       วันนี้เวลาของรายการสาระความรู้ทางการเกษตรหมดลงอีกแล้วนะคะ คุณผู้ฟังจะติดตามรับฟังรายการ “สาระความรู้ทางการเกษตร” ได้ใหม่ ณ สถานีวิทยุ มอ. เอฟเอ็ม แปดสิบแปด เม็กกะเฮิร์กซ์ ทุกวันจันทร์ เวลาประมาณสิบห้านาฬิกายี่สิบนาที หากคุณผู้ฟังต้องการได้รายละเอียดเกี่ยวกับรายการสาระความรู้ทางการเกษตรเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ หรือมีปัญหาทางการเกษตรต้องการคำปรึกษา แนะนำ หรือต้องการให้คำแนะนำ ติชม แก่ทางรายการฯ ก็ตามนะคะ ขอเชิญติดต่อเข้ามาได้ค่ะ ทั้งทางจดหมายและโทรศัพท์ ทางจดหมายจ่าหน้าซองถึง คุณดวงจันทร์ เกรียงสุวรรณ หัวหน้างานฝึกอบรม คณะทรัพยากร-
ธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รหัสไปรษณีย์ 90112 ส่วนทางโทรศัพท์กรุณาติดต่อมาที่หมายเลข 074 – 219-234 และ 074 286-059-60 ได้ทุกวัน ในเวลาราชการนะคะ สำหรับวันนี้ดิฉันขอลาคุณผู้ฟังไปก่อน สวัสดีค่ะ
งานศูนย์บริการวิชาการและฝึกอบรม
ผ่ายวิจัยและบริการวิชาการ  คณะทรัพยากรธรรมชาติ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตหาดใหญ่
โทร.  (074) 211030-49  ต่อ 2370  ต่อ 14,212849 ต่อ 14   แฟกซ์ (074) 558803

สถานีวิทยุมอ.FM 88 MHz
ออกอากาศทุกวันจันทร์ เวลา : 15.45-15.55  น.
โทร.  (074) 211030-49 ต่อ 2999