คำแนะนำเบื้องต้นสำหรับผู้ต้องการเลี้ยงแพะ

User Rating: 0 / 5

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive
 

#คำแนะนำเบื้องต้นสำหรับผู้ต้องการเลี้ยงแพะ

#สัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก

#สัตว์ประกอบพิธีทางศาสนา

#เลี้ยงด้วยวิถีชาวบ้าน #วิถีพอเพียง

 

แพะเป็นปศุสัตว์ที่สำคัญในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างที่สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรทั้งเป็นรายได้หลักและรายได้เสริม แพะเป็นปศุสัตว์ที่เลี้ยงง่าย เป็นหนุ่ม-สาวเร็วจึงขยายพันธุ์ได้เร็ว แพะใช้พื้นที่เลี้ยงเพียงเล็กน้อยจึงมีต้นทุนการเลี้ยงไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกับการเลี้ยงโค แพะช่วยกำจัดวัชพืชในสวน และให้มูลซึ่งถือว่าเป็นปุ๋ยมูลสัตว์ที่มีคุณภาพดีแก่เกษตรกร นอกจากนี้แพะยังให้ผลผลิตเนื้อและน้ำนมซึ่งเป็นอาหารโปรตีนที่มีคุณภาพสูงสำหรับผู้บริโภคโดยไม่มีข้อจำกัดทางด้านศาสนา

ปัจจุบันการเลี้ยงในภาคใต้ตอนล่างได้พัฒนาปรับปรุงไปจากการเลี้ยงแบบดั้งเดิมซึ่งปล่อยให้แพะหากินเองตามธรรมชาติ ขาดการเอาใจในด้านสุขภาพ มาเป็นการเลี้ยงที่อาศัยหลักวิชาการมากขึ้น คือ มีการคัดเลือกพ่อ-แม่พันธุ์ที่ดี มีการจัดการด้านอาหารที่ดี มีการดูแลสุขภาพที่ดี ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะประสบความสำเร็จในอาชีพ อย่างไรก็ตาม ยังมีเกษตรกรและผู้สนใจในภาคใต้ตอนล่างอีกเป็นจำนวนมากที่ยังต้องการความรู้ในด้านนี้เพิ่มเติม ดังนั้นเอกสารฉบับนี้จึงขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงแพะโดยสังเขป ดังนี้

พันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงแพะในภาคใต้ตอนล่าง

แพะพื้นเมืองภาคใต้ เป็นแพะที่ เลี้ยงง่าย หากินเก่งและแพะแต่ละตัวมีความต้องการอาหารในปริมาณไม่มาก ผสมติดง่ายและให้ลูกดก ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของภาคใต้เป็นอย่างดี เมื่อโตเต็มที่มีน้ำหนักตัวอยู่ในช่วง 25-45 กก. แต่ข้อด้อยของแพะพื้นเมืองภาคใต้ คือ ร่างกายมีขนาดเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับแพะพันธุ์ต่างประเทศ จึงให้เนื้อและน้ำนมในปริมาณน้อย ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้เลี้ยงแพะหลายคนหันไปเลี้ยงแพะพันธุ์ต่างประเทศแทน แต่สำหรับผู้เลี้ยงแพะมือใหม่ หรือผู้เลี้ยงแพะเชิงอนุรักษ์ แพะพื้นเมืองภาคใต้เป็นแพะที่น่าเลี้ยงมาก เพราะตัวไม่ใหญ่เกินไป ราคาจึงไม่สูงมาก จึงเป็นที่ต้องการสำหรับใช้ในพิธีทางศาสนาอิสลาม รวมทั้งบริโภคตามปกติ

แพะพันธุ์แองโกลนูเบียน และลูกผสมแองโกลนูเบียน เป็นแพะที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของภาคใต้ได้ดี ให้ลูกดก ลักษณะเด่นของแพะพันธุ์นี้ คือ สันจมูกค่อนข้างโค้ง ใบหูยาวและปรก มีช่วงขาและลำตัวยาว ขนสั้นและมีหลายสี เช่น น้ำตาลเข้ม น้ำตาลเทา สีเทา สีครีม และสีด่าง เป็นต้น สามารถเลี้ยงเป็นแพะเนื้อและแพะนมได้ เมื่อโตเต็มที่มีน้ำหนักตัวอยู่ในช่วง 45-65 กก. อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกระแสความนิยมเลี้ยงพันธุ์แท้มีปรากฎให้เห็นมากนัก แต่แพะลูกผสมระหว่างแองโกลนูเบียนกับแพะพื้นเมืองยังปรากฎให้เห็นทั่วไป และสืบเนื่องจากแพะลูกผสมดังกล่าวสามารถเลี้ยงให้ดีในภาคใต้ตอนล่าง รวมทั้งขนาดตัวไม่ใหญ่เกินไป จึงไม่เป็นภาระในการจัดการด้านอาหาร ดังนั้น ศูนย์วิจัยและพัฒนาสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก ม.อ. จึงได้นำมาพัฒนาเป็นแพะลูกผสมเชิงพาณิชย์ ใช้ชื่อว่า “ทรัพย์-ม.อ. 1”

 

แพะพันธุ์บอร์ และลูกผสมบอร์ ถือได้ว่าเป็นแพะพันธุ์เนื้อที่ได้ความนิยมเลี้ยงในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างมากที่สุดในปัจจุบัน ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะความสำเร็จในการส่งเสริมของกรมปศุสัตว์ ลักษณะเด่นของแพะพันธุ์นี้ คือ มีลำตัวสีขาว หัวและคอมีสีแดง (จนถึงน้ำตาลดำ) ใบหูยาวปรก แพะพันธุ์แท้ตัวใหญ่มาก คือ มีน้ำหนักเมื่อโตเต็มที่อยู่ในช่วง 70-90 กก. หากมีการจัดการที่ดีแพะสายเลือดบอร์จะโตเร็ว และจะให้เนื้อแดงในปริมาณมาก

 

ดังนั้น การเลี้ยงแพะกลุ่มนี้ต้องให้ความสำคัญในเรื่องการปริมาณและคุณภาพของอาหาร และการจัดการสุขภาพ ทั้งนี้เพื่อแพะจะมีสมรรถภาพในการให้ผลผลิตที่ดีนั่นเอง 

แพะพันธุ์ซาเนนและลูกผสมซาเนน เป็นแพะที่ได้รับความนิยมเลี้ยงในภาคใต้ตอนล่าง ลักษณะเด่นของแพะพันธุ์นี้ คือ มีขนสั้น ขนมีสีขาว หรือสีครีมทั้งตัว มีใบหูเล็กตั้งและชี้ไปข้างหน้า ดั้งจมูกและใบหน้ามีลักษณะตรง เมื่อโตเต็มที่มีน้ำหนักตัวอยู่ในช่วง 45-65 กก. แม่แพะพันธุ์แท้ให้น้ำนมเฉลี่ย 2.5 กก./วัน สามารถให้น้ำนมนานไม่น้อยกว่า 200 วัน อาจจะนำมาผสมกับแพะพื้นเมือง หรือแพะพันธุ์แองโกลนูเบียน เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำนมให้แก่แม่แพะลูกผสมก็ได้

 

โดยลักษณะประเพณีและวัฒนธรรมในการบริโภคและใช้ประโยชน์แพะในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างไม่ได้บริโภคเนื้อแพะเป็นประจำ แต่จะบริโภคตามวาระและกิจกรรมพิเศษ ซึ่งผู้บริโภคจะหาซื้อแพะเป็นตัว ไม่ได้หาซื้อเนิ้อแพะเป็นกิโลกรัม ดังนั้นหากจะเลี้ยงแพะเพื่อประโยชน์ดังกล่าว ควรเลี้ยงแพะที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก เช่น เลี้ยงแพะพื้นเมือง หรือลูกผสมพื้นเมืองกับแองโกลนูเบียน เพราะง่ายในการจัดการเลี้ยงดู โดยอาจจะเลี้ยงแบบกึ่งประณีต คือ ปล่อยให้เล็มกินหญ้าในพื้นที่ที่กำหนด และเสริมใบกระถิน หรือเสริมอาหารข้นในปริมาณ 150-300 กรัม/วัน ก็เพียงพอ หากต้องการเลี้ยงแพะเพื่อรองรับตลาดเนื้อเชิงพาณิชย์ ก็จะควรเลี้ยงแพะพันธุ์บอร์ หรือลูกผสมบอร์ เพราะตัวใหญ่ให้เนื้อมาก แต่การเลี้ยงแบบนี้ก็จะต้องจัดการด้านอาหารเป็นอย่างดี เช่น ให้หญ้าสดอย่างเต็มที่และเสริมอาหารข้น 250-500 กรัม/วัน เป็นต้น สำหรับการเลี้ยงแพะนม การเลือกเลี้ยงแพะที่มีสายเลือดซาเนนก็น่าสนใจ เพราะนอกจากผู้เลี้ยงจะได้น้ำนมเพื่อจำหน่ายแล้ว ลูกเพศผู้ก็สามารถนำมาเลี้ยงขายเป็นแพะเนื้อได้ แต่แพะสายเลือดซาเนนอาจจะให้เนื้อแดงน้อยกว่าแพะสายเลือดบอร์และแองโกลนูเบียน แต่ในทางตรงข้ามการใช้แม่พันธุ์ที่มีสายเลือดซาเนนก็จะทำให้ลูกแพะได้รับน้ำนมมากขึ้น มีผลทำให้ลูกแพะมีความแข็งแรงสมบูรณ์ และมีน้ำหนักตัวเมื่อหย่านมสูง สำหรับข้อมูลเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักตัวของแพะพันธุ์ต่างๆ ได้แสดงไว้ในตารางที่ 1

#เปรียบเทียบน้ำหนักตัวแพะพันธุ์ต่างๆ

น้ำหนักตัว พันธุ์แพะ

พื้นเมือง แองโกลนูเบียน 50% บอร์ 50% ซาเนน

แรกเกิด 1.7 2.1 2.4 2.5

3 เดือน 6.9 8.5 11.2 13.4

6 เดือน 12.4 18.3 20.2 16.2

9 เดือน 15.6 22.2 23.8 22.4

12 เดือน 20.0 27.2 38.5 ไม่มีข้อมูล

#หลักการเบื้องต้นในการคัดเลือกพ่อ-แม่พันธุ์แพะ

ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการเลี้ยงแพะให้ประสบความสำเร็จ คือ พ่อ-แม่พันธุ์แพะ สำหรับผู้เลี้ยงรายใหม่มีคำแนะนำ ดังนี้ (1) ควรเริ่มเลี้ยงแพะพื้นเมือง หรือลูกผสมระหว่างแพะพื้นเมืองกับแพะพันธุ์ต่างประเทศก่อน (2) ผู้เลี้ยงจะต้องคัดเลือกแพะที่มีลักษณะตรงตามพันธุ์ที่ต้องการ แพะไม่อยู่ในสภาพที่อมโรค ไม่มีประวัติการเป็นโรคแท้งติดต่อ ดวงตาแจ่มใส ขากรรไกรบนล่างต้องเสมอกัน ตัวใหญ่ ตาไม่บอด หากมีเขาปลายเขาต้องไม่โค้งลงไปแทงส่วนคอ ช่วงขาตรงและแข็งแรง สันเท้าสูง กีบเท้าไม่แบะแยกออกจากกันจนผิดปกติ (3) พ่อพันธุ์จะต้องมีถุงหุ้มอัณฑะปกติ เม็ดอัณฑะมี 2 เม็ด ลำลึงค์ยาวตรงไม่เบี่ยงออกข้าง (4) แม่พันธุ์ควรมีขนาดของเต้านมที่ใหญ่และสมส่วน หัวนมไม่บอด หรือมีหลายเต้า อวัยวะเพศเมียมีขนาดปกติ เป็นต้น

 

#การจัดการอาหารและสุขภาพเบื้องต้น

อาหารเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ผู้เลี้ยงต้องให้ความสำคัญ ทั้งนี้แพะต้องได้รับหญ้าสดประมาณ 10% ของน้ำหนักตัว หรือให้กินอย่างเต็มที่ และควรเสริมอาหารข้นให้แก่แพะด้วย ดังนี้ (1) แพะอายุ 3-8 สัปดาห์ ควรได้รับอาหารข้นที่มีโปรตีน 18% ในปริมาณ 50-90 กรัม/วัน (2) แพะอายุ 2-4 เดือนควรได้รับอาหารข้นที่มีโปรตีน 18% ในปริมาณ 90-120 กรัม/วัน (3) แพะอายุ 4 เดือน จนถึงผสมพันธุ์ควรได้รับอาหารข้นที่มีโปรตีน 14% ในปริมาณ 100-200 กรัม/วัน (4) แม่ตั้งท้องในเดือนที่ 3 และแม่เลี้ยงลูกควรได้รับอาหารข้นที่มีโปรตีน 16% ในปริมาณ 500-1,000 กรัม/วัน แต่หากอาหารหยาบมีคุณภาพต่ำก็ควรเสริมอาหารข้นเพิ่มขึ้น สำหรับการจัดการอาหารของลูกแพะ 3 วันแรกหลังคลอด ลูกแพะจะต้องได้รับนมน้ำเหลืองอย่างเต็มที่ และในช่วงสัปดาห์แรกหลังคลอดจนถึงหย่านมที่อายุ 12 สัปดาห์ (หรือ 3 เดือน) ลูกแพะจะต้องได้รับน้ำนมอย่างต่อเนื่องในปริมาณ 700-900 กรัม/วัน

นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงจะต้องการตรวจโรคแท้งติดต่อ โรคเมลลิโอโดซีส (หรือโรคมงคล่อพิษเทียม) และโรคข้อขาและสมองอักเสบ (หรือซีเออี)ในฝูงแพะ รวมทั้งทำการถ่ายพยาธิภายในเป็นประจำทุกๆ 3 เดือน

#ข้อมูลโดย: ผศ. ดร. ไชยวรรณ วัฒนจันทร์ ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ท่านสามารถขอคำแนะนำในเรื่องการเลี้ยงแพะได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก คณะทรัพยากรธรรมชาติ ม.อ. โทรศัพท์ 074-47-3509 หรือจากหนว่ยงานของกรมปศุสัตว์ในอำเภอที่ท่านมีภูมิลำเนาอยู่

เกี่ยวกับเรา

ติดต่อทีมงาน

 

คณะทรัพยากรธรรมชาติ

โทร. 074-286012(อมรรัตน์ จันทนาอรพินท์) หรือ 074-286059(เยาวลักษณ์ ชัยพลเดช)

E-mail : amonrat.b@psu.ac.th,yaowalak.c@psu.ac.th


©2019 คณะทรัพยากรธรรมชาติ

Search