เรื่องของ E.Q.

นพ.ม.ล.สมชาย  จักรพันธุ์

            ในขณะนี้มีการพูดถึงเรื่องของอีคิวกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีปัญหาทางสังคมที่เกิดจากคนที่มีระดับสติปัญญาสูง การใช้ความรู้ความสามารถสร้างความร่ำรวยให้กับตนเองและ พวกพ้องโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้อื่นหรือประเทศชาติ การใช้ความรุนแรงของกลุ่มวัยรุ่นหรือปัญหาความแตกแยกในครอบครัวซึ่งทวีความรุนแรงขึ้น ทุกวันหลายคนคิดว่าคนที่ฉลาดหรือได้รับการศึกษาสูงน่าจะเป็นคนดีด้วยนั้นอาจจะไม่ใช่ความจริงเสมอไปนักจิตวิทยาได้เฝ้าสังเกตมานานแล้ว ว่าคนที่ฉลาดหรือที่เรียกว่ามีไอคิวดีจะประสบความสำเร็จในการศึกษาแต่หลายคนกลับล้มเหลวในชีวิตการทำงานและครอบครัวมีความสามารถบางอย่าง ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิตของคนเรานั่นคือสิ่ง ที่เรียกว่าอีคิวซึ่งมาจากภาษาอังกฤษ  emotionalquotient หรือ emotionalintelligence โดยบางท่านแปลเป็นไทยว่า ปรีชาเชิงอารมณ์ หรือ ความฉลาดทางอารมณ์ แต่น่าจะแปลว่าเป็น วุฒิภาวะทางอารมณ์์ มากกว่า

            จากการศึกษาทางจิตวิทยาพบว่าความฉลาดในคนแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ abstract 
intelligence
ได้แก่ ความสามารถในเรื่องของคำพูด และตัวเลข กลุ่มที่ 2 คือ concrete intelligence ได้แก่ ความสามารถในความคิด ความเข้าใจทางรูปธรรมความฉลาดของคนทั้ง 2 กลุ่มนี้ได้มีผู้คิดหาวิธีวัดออกมาเป็นตัวเลขที่เรียกกันว่า ไอคิว ซึ่งแบ่งออกเป็นหลายระดับและเราคุ้นเคยกันดี กลุ่มที่3 ของความฉลาดเรียกว่า socialntelligence หรือความฉลาดทางสังคมโดยนักจิตวิทยาชื่อธอร์นได้ค ์(E.L.Thorndike) ให้คำจำกัดความไว้เมื่อปีค.ศ.1920 ว่า หมายถึงความสามารถที่จะเข้าใจและสร้างสัมพันธภาพ กับบุคคลอื่นทั้งผู้ใหญ่และเด็กๆได้อย่าเหมาะสมความฉลาดทางสังคมยังแบ่งออกเป็น interpersonal intelligence ซึ่ง หมายถึง ความสามารถในการเข้าใจผู้อื่นเห็นใจและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่นผู้ที่มีความสำเร็จในการงานมักจะ มีคุณสมบัติทางด้าน interpersonal intelligence สูง อีกด้านหนึ่งของความฉลาดทางสังคม ได้แก่ intrapersonal intelligence หมายถึง ความเข้าใจตัวเองรู้ถึงความสามารถและศักยภาพของตนและใช้เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต และการทำงาน            

            อีคิว หรือความฉลาดทางอารมณ์เป็นส่วนหนึ่งของความฉลาดทางสังคม หรือ social intelligence โดยนัก จิตวิทยา มาจากมหาวิทยาลัย Yale ชื่อ Peter Salovey ร่วมกับ John Mayer จากมหาวิทยาลัย New Hampshire’s ให้ชื่อว่า emotional intelligence เมื่อปี ค.ศ.1900 เพื่อให้สอดคล้องกับความฉลาดทางสติปัญญา บางคนเรียกว่าเป็น heart intelligence เพื่อคู่กับไอคิว ซึ่งถือว่าเป็นส่วนของ head intelligence

            อารมณ์์ หรือ emotion เป็นส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิตของมนุษย์นอกเหนือไปจากระดับสติปัญญาเป็นแหล่งของพลังทางจิตใจสำคัญ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจความหวังความทะเยอทะยานเปลี่ยนแปรความคิดไปสู่ความสมบูรณ ์และความสุขในชีวิตเชื่อกันว่าความสำเร็จในชีวิตของมนุษย ์เกิดจากความเฉลียวฉลาดทางสติปัญญาเพียง 20% ที่เหลือเป็นความสามารถ ด้านอื่นๆ เช่น ความอดทนการเป็นที่ไว้วางใจความซื่อสัตย์ความคิดสร้างสรรค์ความมั่นคงทางอารมณ์รวม เรียกว่า ความฉลาดทางอารมณ์ หรือ emotional intelligence อารมณ์มีส่วนสำคัญในการพัฒนาการและการอยู่รอดของมนุษย์ซึ่งแตกต่างจากสัตว์อื่นๆ เช่น ความกลัวหรือความโกรธ ซึ่งเป็นอารมณ์พื้นฐานดั้งเดิมของคนเราเมื่อพบกับสถานการณ์ที่รุนแรงหรือน่าหวาดกลัวจะเป็นตัวกระตุ้นให้หัวใจเต้นแรงขึ้นสูบฉีดเลือดไปยังบริเวณที่สำคัญของร่างกาย ในการต่อสู้หรือหนี เช่น กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของแขนขาเพื่อสะดวกในการวิ่งการหายใจช้าลงมีเหงื่อออกฮอร์โมนหลายชนิดถูกหลั่งเข้าไปใน กระแสเลือด เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมบริเวณของสมองที่ควบคุมอารมณ์เรียกว่า limbic system โดยเฉพาะส่วนที่เรียกว่า amygdala          

                                                 

            หลายล้านปีต่อมาสมองของมนุษย์ได้พัฒนาสมองส่วนหน้ามากขึ้นที่เรียกว่า neocortex ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุม อารมณ์ ความมีเหตุมีผล การวางแผน การเรียนรู้ และความจำ อารมณ์ทางเพศ มากจาก limbic system แต่ความรัก มากจาก neocortex สัตว์เลี้อยคลานจะไม่ม ีneocortex ดังนั้นลูกงูจึงต้องหนีเอาชีวิตรอดเมื่อเจอแม่งูที่ปราศจากความรักของแม่ทั้งที่เพิ่งออกพวกมันมาลิงและมนุษย์วานรที่เรียกว่า ape จะมีส่วนของ neocortex ค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับมนุษย์ปัจจุบัน (homosapiens) ซึ่งได้พัฒนาส่วนของ prefronatal area (บริเวณสมองส่วนหน้าสุดใต้กะโหลกหน้าผาก) ขึ้นมาอย่างสมบูรณ์มากกว่าสัตว์อื่น ๆสมองส่วนนี้จะทำหน้าที่เกี่ยวกับความคิดการวิเคราะห์การวางแผนความมีเหตุมีผล รวมทั้งความฉลาดอื่น ๆ ของมนุษย์ โดยมีเส้นทางระบบประสาท (neural pathway) เชื่อมโยงกับสมองส่วนอื่น ที่สำคัญคือการเชื่อมโยงกับสมองส่วนในที่เรียกว่า limbic system โดยมี amygdala เป็นจุดสำคัญในการรับรู้ ตรวจสอบ การกระตุ้นทางอารมณ์ ที่เข้ามารตามระบบประสาทต่าง ๆ ก่อนที่จะส่งสัญญาณไปยัง neocortex เพื่อวิเคราะห์ วางแผน และสั่งการไปยังสมองส่วนต่าง ๆ ให้เกิดการตอบสนองต่อไปอาจกล่าวได้ว่าสมองส่วนนอกหรือ cortex ทำหน้าที่เกี่ยวกับ ความฉลาดด้านสติปัญญา ในขณะที่สมองส่วนใน หรือ limbic system ทำหน้าที่เกี่ยวกับความฉลาดของอารมณ์

            amygdala เป็นส่วนของสมองที่ทำหน้าที่ในการรับรู้ความทรงจำทางด้านอารมณ์ (emotional) เป็นที่รวบรวมอารมณ์ในช่วงเวลาแห่งความสำเร็จหรือล้มเหลวความหวังและความกลัวความหดหู่ท้อถอยหรือความสับสน ซึ่งจะใช้ความทรงจำนี้ในการตรวจสอบข้อมูลที่เข้ามาใหม่ทางระบบประสาทต่างๆเพื่อประเมินถึงภาวะอันตรายหรือโอกาสอันดี โดยเปรียบเทียบกับประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ผ่านมา

            ในบางครั้งเมื่อประสบในภาวะคับขันหรือเกิดอันตราย เช่น เรามองเห็นสิ่งที่ขดอยู่ในมุมมืดดูคล้ายงูจะกระโดดหนีทันที เป็นการทำงานของ amygdala ที่เกิดขึ้นแบบลัดวงจรโดยเมื่อตามองเห็นสิ่งที่คล้ายงูจะส่งกระแสประสาทไปยังสมอง ส่วนที่เรียก thalamus (อยู่ในระบบ limbic เช่นกัน) ซึ่งจะส่งกระแสประสาทไปยัง visual cortex บริเวณสมองส่วนหลัง เพื่อแปลออกมาว่าเป็นอะไรถ้าเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกับอารมณ์ จะส่งกลับไปยัง amygdala ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์รวมของความทรงจำ ทางอารมณ์ต่าง ๆ เพื่อส่งต่อไปยัง prefrontalcortex ในการสั่งการโต้ตอบที่เหมาะสมแต่ในเวลาเดียวกันจะมีเส้นใย ประสาท อีกส่วนหนึ่งลัดจาก thalamus มายัง amygdala เลยทำให้เกิดการตอบสนองทางอารมณ์ทันที ไม่ว่าจะเป็นแบบสู้ (หาไม้ตีงู) หรือหนี (กระโดดหลบ) การทำงานแบบลัดวงจรนี้พบได้มากในสัตว์ชั้นต่ำ เช่น นกหรืองูซึ่งเป็นสัญชาตญาณเพื่อการอยู่รอดการทำงานของสมองเช่นนี้ ต้องการความรวดเร็วมากกว่าความถูกต้องชัดเจน หรือเหตุผลต่อเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป แล้ว สมองจะสั่งการทบทวนอีก เช่น ดูให้ชัดว่าเป็นงู หรือขดเชือก โดยสมองส่วน neocortex จะสั่งการที่เหมาะสมต่อไป ในบางคนจะมีการโต้ตอบแบบลัดวงจรนี้ทันทีเมื่อถูกกระตุ้นทางอารมณ์ที่เรียกกันว่าพวกที่ทำก่อนคิดหรือใช้อารมณ์อยู่เหนือ เหตุผล

            จากการศึกษาผู้ป่วยที่มีอุบัติเหตุ หรือทำให้ทางเชื่อมระบบประสาทจาก amygdala ไปยัง neocortex ถูกตัดขาด จะมีชีวิตอยู่อย่างไร้อารมณ์ ความรู้สึกไม่สามารถตัดสินใจเพราะไม่รู้ถึงผลที่ตามมา ไม่รับรู้ถึงอารมณ์ของผู้อื่น ไม่รู้สึกผิด หรืออับอาย เมื่อทำอะไรผิด

            ดังนั้น emotional intelligence จึงเป็นความสามารถในการรับรู้ เข้าใจในอารมณ์ ความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น สามารถจัดการกับอารมณ์ของตนเองได้และสามารถสร้างสัมพันธภาพอย่างยั่งยืนกับผู้อื่นรวมทั้งมีแรงบันดาลในในการทำงานและดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข

            ความฉลาดทางอารมณ์ หรือผู้ที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์จะประกอบด้วยความสามารถด้านอารมณ์ต่อไปนี้ คือ

            1. self-awareness เป็นความสามารถในการรับรู้ถึงอารมณ์และความรู้สึกของตนเองรู้ถึงความคิดที่ทำให้เกิดอารมณ์ต่าง ๆ (ทางพุทธอาจจะเรียกว่า“มีสติ”)สามารถนำมาใช้ประกอบในการตัดสินใจมีการประเมินความสามารถของ ตนเองอย่างเป็นจริงและพัฒนาอารมณ์ของตนเอง

            2. self-regulation หรือ emotional maturity เป็นความสามารถในการควบคุม การจัดการอารมณ์ของตนเอง และแสดงออกมาได้อย่างเหมาะสม โดยมีวิธีในการลดความตึงเครียดทางอารมณ์ได้อย่างดี

            3. self-motivation เป็นผู้ที่สามารถผลักดันตนเองโดยใช้พลังทางอารมณ์ที่มีอยู่ไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ยอมรับความคิดใหม่ๆของผู้อื่น สามารถตัดสินใจอย่างมีเหตุผลเหมาะสมมีความรับผิดชอบและพลังในตนเองที่จะทำงานให้สำเร็จ ตามความต้องการ

            4. empathic understanding เป็นความสามารถในการเข้าถึงความรู้สึกเห็นใจ และเคารพในความรู้สึก อารมณ์ของผู้อื่น มีความสามารถที่จะเชื่อถือผู้อื่น และทำให้ผู้อื่นเชือถือในตัวเราด้วย สามารถให้อภัย และขอโทษผู้อื่นได้

            5. quality communication หรือ social skill เป็นความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์และเชื่อถือกับผู้อื่น มีความสามารถทางสังคมสามารถสร้างสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นยาวนานกับผู้อื่นได้รวมทั้งความสามารถในการเป็นผู้นำ ที่มีประสิทธิภาพ

             จะเห็นได้ว่ามีเพียงความเฉลียวฉลาด (IQ) หรือมีการศึกษาสูงกว่าคนอื่นๆแล้วนำมาซึ่งความสำเร็จในหน้าที่การงานทรัพย์สินเงินทอง มิอาจนำมาซึ่งความสุขในการาดำเนินชีวิตได้ทั้งหมดแต่การรู้จักความพอดีในชีวิตความมั่นคงใน อารมณ์ความอดทนความคิดมุ่งมั่นสร้างสรรค์เข้าใจทั้งตัวเองและผู้อื่นอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่นฯลฯยังเป็นส่วนประกอบ ที่สำคัญในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขได้

แหล่งที่มา

            สมชาย  จักรพันธุ์. เรื่องราว E.Q.  วารสารหมออนามัย 9(16) : 80-83